ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SMEs ตอบทุกคำถามที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้
- Thanuwat Khumkainam
- 12 ธ.ค. 2568
- ยาว 4 นาที
อัปเดตเมื่อ 14 ธ.ค. 2568

ภาษีเงินได้นิติบุคคลคืออะไร?
คือภาษีที่เก็บจากกำไรสุทธิของกิจการที่จดทะเบียนในรูปแบบนิติบุคคล เช่น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (Juristic Company/Partnership) ในแต่ละรอบบัญชี หรือพูดง่าย ๆ ก็คือภาษีจากกำไรของบริษัทคุณนั่นเอง โดยบริษัทต้องนำรายได้ทั้งหมดมาหักด้วยรายจ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อกิจการ แล้วคำนวณภาษีจากกำไรที่เหลือ (กำไรสุทธิ) ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีจะต้องปรับปรุงจากกำไรทางบัญชีบางส่วน เช่น รายจ่ายบางอย่างทางบัญชีที่กฎหมายสรรพากรไม่ให้หัก ต้องถูกบวกกลับเข้าไปอีก (ดูหัวข้อ “รายจ่ายต้องห้าม” ด้านล่าง) ดังนั้นถึงแม้กิจการของคุณจะกำไรน้อยหรือขาดทุนทางบัญชี ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่ต้องเสียภาษีเสมอไป หากมีการปรับปรุงกำไรตามหลักภาษีแล้วกลายเป็นกำไรสุทธิ คุณก็ยังมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามส่วนกำไรนั้นอยู่ดี
ในการจัดเก็บภาษี กรมสรรพากร จะแยกการเสียภาษีของ บุคคลธรรมดา (เจ้าของคนเดียวหรือหุ้นส่วนที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล) ออกจาก นิติบุคคล อย่างชัดเจน ถ้าคุณยังไม่ได้จดทะเบียนบริษัท/ห้างหุ้นส่วน (เช่น กิจการเจ้าของคนเดียวธรรมดา) คุณไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ต้องนำรายได้ไปยื่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แทน อย่างไรก็ตาม หากคุณดำเนินธุรกิจในรูปบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จดทะเบียนแล้ว คุณก็เข้าข่ายต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุนก็ต้องยื่นแบบแสดงรายการทุกปี (ถ้าขาดทุนก็ไม่มี “ภาษีต้องชำระ” แต่ก็ต้องยื่นแบบและแสดงขาดทุนไว้เพื่อใช้สิทธิหักขาดทุนยกมาในอนาคต)
ใครต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลบ้าง?
ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล คือ ทุกกิจการที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย ได้แก่ บริษัทจำกัด, บริษัทมหาชนจำกัด, ห้างหุ้นส่วนจำกัด, และห้างหุ้นส่วนสามัญที่จดทะเบียน ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็น “นิติบุคคล” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์. นอกจากนี้ นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นในต่างประเทศแต่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยจนมีรายได้ที่ต้องเสียภาษีในไทยก็ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเช่นกัน ตามหลัก ถิ่นที่เกิดรายได้ (เช่น กรณีบริษัทต่างชาติที่มีสำนักงานสาขาในไทย หรือมีรายได้จากประเทศไทย)
พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ หากธุรกิจของคุณจดทะเบียนเป็นรูปบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน ไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือใหญ่ คุณก็ต้องยื่นเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลทุกปีตามกฎหมาย ส่วนหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรที่กฎหมายยกเว้นไว้เฉพาะ (เช่น กระทรวง กรม สมาคมการกุศลบางแห่ง) จึงจะไม่อยู่ในระบบภาษีนี้ โดยทั่วไปแล้ว SMEs ส่วนมากที่จดทะเบียนบริษัท/ห้างหุ้นส่วนก็ถือเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งสิ้น
ธุรกิจ SME เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเท่าไหร่?
อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SMEs จะถูกคิดแบบขั้นบันไดตามกำไรสุทธิของกิจการในรอบปีบัญชี โดยธุรกิจจะเข้าข่าย SME เพื่อได้รับอัตราภาษีแบบลดหย่อนก็ต่อเมื่อ มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้า/บริการไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี (ตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร) หากเข้าเกณฑ์ดังกล่าว อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลปัจจุบัน (ข้อมูลปี 2566) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนที่เป็น SME คือ
กำไรสุทธิ 0 – 300,000 บาทแรก ได้รับการยกเว้นภาษี (ไม่ต้องเสียภาษีในส่วนนี้)
กำไรสุทธิ 300,001 – 3,000,000 บาท อัตราภาษี 15% (ส่วนที่เกิน 300,000 บาทขึ้นไปจนถึง 3 ล้าน เสียภาษี 15%)
กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท อัตราภาษี 20% (เฉพาะส่วนที่เกิน 3 ล้านบาทไปแล้ว เสียภาษีในอัตรา 20%)
กล่าวคือ ธุรกิจ SME จะได้รับการยกเว้นภาษีในกำไรช่วงแรก 3 แสนบาท และจ่าย 15% สำหรับกำไรส่วนถัดมา (เกิน 3 แสนถึง 3 ล้าน) จากนั้นกำไรส่วนที่มากกว่า 3 ล้านบาทขึ้นไปจึงเสียในอัตราปกติ 20%
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัท SME มีกำไรสุทธิ 4 ล้านบาท ใน 1 ปี ส่วนแรก 300,000 บาทไม่เสียภาษี, ส่วนกำไร 2.7 ล้านถัดมาจากนั้นเสีย 15%, และกำไรที่เหลืออีก 1 ล้านบาทสุดท้ายเสีย 20%. การคำนวณออกมาก็คือภาษีที่ต้องชำระ = (0 บาท) + (2,700,000 × 15%) + (1,000,000 × 20%).
สำหรับธุรกิจที่ ไม่เข้าข่ายเป็น SME (เช่น บริษัทที่ทุนจดทะเบียนเกิน 5 ล้านหรือรายได้เกิน 30 ล้านต่อปี หรือบริษัทมหาชน) จะไม่ได้รับยกเว้น/ลดหย่อนดังกล่าว ซึ่งหมายความว่า กำไรสุทธิทั้งหมดตั้งแต่บาทแรกจะเสียภาษีในอัตรา 20% เหมือนกันหมด ดังนั้นธุรกิจที่เริ่มเติบโตเกินเกณฑ์ SME ก็ควรวางแผนรับมือภาระภาษีที่จะเพิ่มขึ้นในปีถัดไปด้วย
อัตราภาษีข้างต้นเป็นอัตราปกติทั่วไป ซึ่งอาจมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนหรือกฎหมายภาษีบางกรณีที่ให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น กรณีบริษัทในเขตพิเศษหรือ BOI ที่อาจได้ลดอัตราภาษี แต่นอกเหนือจากกรณีพิเศษเหล่านั้น ธุรกิจส่วนใหญ่จะใช้อัตรา 0%-15%-20% ดังที่กล่าวมา
ต้องยื่นแบบอะไรบ้าง?
ธุรกิจที่เป็นนิติบุคคลจะต้องยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลปีละ 2 ครั้ง ตามรอบบัญชี ได้แก่ ช่วงกลางปี 1 ครั้ง และสิ้นปีอีก 1 ครั้ง โดยใช้แบบฟอร์มภาษีต่างกัน ดังนี้
ภ.ง.ด.51 (แบบแสดงรายการครึ่งปี) – ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี ภายใน 2 เดือน นับจากวันสิ้นสุดของรอบ 6 เดือนแรกของปีบัญชี เช่น หากปีบัญชีของบริษัทคือ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม รอบ 6 เดือนแรกจะสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน จึงต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 ภายในวันที่ 31 สิงหาคม ของปีนั้น พร้อมชำระภาษีตามประมาณการกำไรสุทธิครึ่งปี (หากมีภาษีที่ต้องชำระ)
ภ.ง.ด.50 (แบบแสดงรายการสิ้นปี) – ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล ภายใน 150 วัน นับจากวันสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีของบริษัท หากปีบัญชีของกิจการตรงกับปีปฏิทิน (1 ม.ค. – 31 ธ.ค.) ก็จะต้องยื่นภายใน วันที่ 30 พฤษภาคมของปีถัดไป พร้อมชำระภาษีที่คำนวณได้หลังจากหักภาษีที่ได้ชำระไว้ตอนครึ่งปี (จากแบบ ภ.ง.ด.51) และภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ถ้ามี)
ในการยื่น ภ.ง.ด.50 รอบสิ้นปี บริษัทต้องแนบงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาตร่วมกับแบบ ภ.ง.ด.50 ด้วย นอกจากนี้แม้ว่าบริษัทจะไม่มีรายได้หรือขาดทุน (ไม่มีภาษีต้องจ่าย) ก็ยังคงมีหน้าที่ ยื่นแบบแสดงรายการภาษีทั้งกลางปีและปลายปี หากไม่ยื่นถือว่าผิดกฎหมายแม้ไม่มีภาษีที่จะต้องเสีย) ทั้งนี้ มีกฎข้อยกเว้นว่า บริษัทที่ตั้งใหม่ ซึ่งมีรอบบัญชีแรกไม่ครบ 12 เดือนเต็ม ไม่ต้องยื่นภาษีครึ่งปีในรอบปีแรก (เพราะถือว่ายังไม่มีครึ่งปีแรกที่สมบูรณ์) แต่ปีถัดไปก็ต้องยื่นตามปกติ
ยื่นล่าช้าโดนอะไรบ้าง?
การยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลล่าช้าหรือไม่ยื่นเลยตามกำหนด สามารถทำให้ธุรกิจของคุณโดนบทลงโทษทั้ง ค่าปรับและเงินเพิ่ม ซึ่งอาจเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้หากยื่นให้ตรงเวลา
โดยสรุปบทลงโทษกรณียื่นล่าช้ามีดังนี้
ค่าปรับ หากยื่นแบบหลังพ้นกำหนดเวลา ผู้ประกอบการอาจถูกปรับไม่เกิน 2,000 บาท โดยจำนวนเงินค่าปรับจะพิจารณาตามความล่าช้าและดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ เช่น หากยื่นช้าเพียงเล็กน้อยมักถูกปรับในอัตราขั้นต่ำ แต่โดยกฎหมายกำหนดไว้สูงสุดไม่เกิน 2,000 บาทต่อแบบภาษี
เงินเพิ่ม (ดอกเบี้ย) หากมีภาษีที่ต้องชำระแต่ยื่นล่าช้า จะต้องชำระดอกเบี้ยในอัตรา 1.5% ต่อเดือน หรือเศษของเดือน คิดจากจำนวนภาษีที่ชำระเกินกำหนด (เท่ากับ 18% ต่อปีโดยประมาณ) ยิ่งชำระล่าช้า ก็ยิ่งเสียดอกเบี้ยมากขึ้น ดังนั้นจึงควรยื่นแบบและชำระภาษีให้ตรงเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายส่วนนี้
กรณีประมาณการกำไรครึ่งปีต่ำเกินไป หากยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 โดยประมาณการกำไรสุทธิต่ำกว่าความเป็นจริงเกิน 25% โดยไม่มีเหตุอันสมควร บริษัทจะต้องเสียเงินเพิ่มอีก 20% ของภาษีส่วนที่คำนวณต่ำไป จุดประสงค์ของบทลงโทษนี้เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทจงใจประมาณการต่ำในรอบครึ่งปี (เพื่อเลี่ยงจ่ายภาษีล่วงหน้า) แล้วมาชำระทีเดียวตอนสิ้นปี เพราะกรมสรรพากรต้องการให้การจัดเก็บภาษีเป็นไปอย่างสม่ำเสมอตลอดปี
ไม่ว่าจะกรณียื่นล่าช้าหรือประมาณการผิด ทางที่ดีที่สุดคือยื่นภาษีให้ถูกต้องและตรงเวลา ก็จะไม่มีค่าปรับหรือดอกเบี้ยใด ๆ มาทำให้ต้นทุนของธุรกิจเพิ่มโดยเปล่าประโยชน์
ภาษีเงินได้นิติบุคคลคำนวณยังไง?
วิธีคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับรอบบัญชีหนึ่ง ๆ สามารถสรุปเป็นขั้นตอนง่าย ๆ ได้ว่า
“กำไรสุทธิ × อัตราภาษี”
โดยที่ “กำไรสุทธิ” หมายถึง รายได้ทั้งหมด หักด้วยรายจ่ายที่กฎหมายยอมให้หักได้ ภายในรอบบัญชีของบริษัท ทั้งนี้อาจต้องมีการ ปรับปรุงกำไรสุทธิทางภาษี จากกำไรตามงบการเงิน โดยการ บวกกลับรายจ่ายต้องห้ามบางรายการ และ หักรายได้ที่ได้รับการยกเว้นบางประเภท เพื่อให้ได้ “กำไรสุทธิทางภาษี” ที่แท้จริง (Taxable Profit)
สำหรับการยื่นภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51)
บริษัทสามารถใช้อัตราส่วนกำไรขั้นต้นหรือประมาณการจากแนวโน้มผลประกอบการเพื่อคาดการณ์กำไรสุทธิทั้งปี แล้วนำ ครึ่งหนึ่งของกำไรสุทธิที่ประมาณการไว้ มาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับครึ่งปีนั้น โดยหลักการแล้ว ภาษีครึ่งปีควรใกล้เคียงกับ 50% ของภาษีที่ต้องจ่ายทั้งปี หากมีความคลาดเคลื่อนมาก โดยเฉพาะกรณีที่ประมาณการต่ำกว่ากำไรจริงเกิน 25% บริษัทอาจถูกเรียกเก็บเงินเพิ่มอีก 20% ของส่วนต่างภาษีที่ขาดไป
สำหรับการยื่นภาษีสิ้นปี (ภ.ง.ด.50)
บริษัทจะต้องคำนวณภาษีจาก กำไรสุทธิจริงทั้งปี ซึ่งมาจากงบกำไรขาดทุนที่ปรับปรุงตามกฎหมายภาษี แล้วคูณด้วย อัตราภาษีที่กิจการนั้นต้องใช้
หากเป็น SME ที่เข้าเกณฑ์ จะใช้อัตราแบบขั้นบันได (0%–15%–20%)
หากไม่ใช่ SME จะใช้อัตรา 20% ของกำไรสุทธิทั้งหมด
จากนั้นให้นำ ภาษีที่ชำระไว้ล่วงหน้า เช่น ภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) และ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย มาหักออกจากยอดภาษีที่คำนวณได้ ส่วนที่เหลือคือ ภาษีสุทธิที่ต้องชำระเพิ่มเติม ณ สิ้นปี
ตัวอย่างการคำนวณ
สมมุติบริษัท ABC จำกัด ไม่เข้าเกณฑ์ SME (ใช้อัตราภาษี 20%) มีรายได้ทั้งปี 10 ล้านบาท และมีค่าใช้จ่ายทางบัญชี 8 ล้านบาท จึงมีกำไรบัญชี 2 ล้านบาท แต่ถ้าบริษัทมีรายจ่ายต้องห้ามจำนวน 500,000 บาท (เช่น ไม่มีเอกสารหรือไม่เกี่ยวกับกิจการโดยตรง) บริษัทต้อง บวกกลับ รายการนี้ ทำให้กำไรสุทธิทางภาษี = 2,500,000 บาท
ดังนั้นภาษีที่ต้องชำระ =2,500,000 × 20% = 500,000 บาท

รายจ่ายต้องห้ามมีอะไรบ้าง?
ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล กฎหมายกำหนดให้ รายจ่ายบางประเภท “หักไม่ได้” แม้ว่ากิจการจะจ่ายเงินออกไปจริง รายจ่ายเหล่านี้เราเรียกรวม ๆ ว่า "รายจ่ายต้องห้าม" ซึ่งต้อง นำมาบวกกลับ ตอนคำนวณกำไรสุทธิ (ทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น และต้องเสียภาษีมากกว่าที่คำนวณจากบัญชีโดยตรง) เจ้าของธุรกิจควรรู้ไว้ว่า รายจ่ายต้องห้ามที่พบได้บ่อย มีดังนี้
รายจ่ายส่วนตัวหรือไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ
ค่าใช้จ่ายใด ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของบริษัทอย่างแท้จริง เช่น
ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของผู้บริหารหรือเจ้าของที่เบิกจากบริษัท
ค่ารับรองที่มีลักษณะเป็นการใช้ส่วนตัว
ค่าสันทนาการฟุ่มเฟือยที่ไม่มีความจำเป็นทางธุรกิจ
หลักการคือ บริษัทมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร รายจ่ายใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการโดยตรง จะถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม
รายจ่ายที่ไม่มีหลักฐานหรือเอกสารประกอบที่ถูกต้อง
หากไม่มีใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี หรือหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้รับเงิน รายจ่ายนั้นจะถูกปัดตกจากการหักภาษีทันที ตัวอย่างเช่น การจ่ายค่าสินค้าหรือบริการโดยไม่มีเอกสารประกอบที่ชัดเจน ก็ต้องบวกกลับทั้งจำนวนในการคำนวณภาษี
ค่ารับรองลูกค้า หรือค่าบริการที่เกินเกณฑ์
ค่าใช้จ่ายในการรับรองลูกค้าสามารถหักได้ ตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เช่น
ไม่เกิน 0.3% ของรายได้
และไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อปีทั้งนี้ต้องมีหลักฐานครบถ้วนด้วย หากจ่ายเกินเพดาน หรือขาดหลักฐาน รายจ่ายส่วนนั้นจะถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม
เบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษี / ค่าปรับทางกฎหมาย
รายจ่ายที่เกิดจากการถูกลงโทษตามกฎหมาย เช่น
เบี้ยปรับจากการยื่นแบบภาษีล่าช้า
เงินเพิ่มกรณีชำระภาษีเกินกำหนด
ค่าปรับอาญาจากการกระทำผิดกฎหมายทั้งหมดนี้ ห้ามนำมาหักภาษี เพราะรัฐไม่สนับสนุนให้ผู้เสียภาษีใช้โทษทางกฎหมายเป็นตัวลดภาระภาษี
ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่กิจการจ่ายเอง
แม้ว่าบริษัทจะบันทึกภาษีเงินได้นิติบุคคลที่จ่ายประจำปีเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีได้ตามมาตรฐานบัญชี แต่สำหรับวัตถุประสงค์ทางภาษี ไม่สามารถนำมาหักกำไรสุทธิได้ ต้องบวกกลับทั้งหมด เพราะเป็นภาระที่บริษัทต้องรับผิดชอบเอง หากหักได้ก็จะกลายเป็นการลดภาษีซ้ำซ้อน
นอกจากที่ยกตัวอย่างมาข้างต้น ยังมีรายจ่ายต้องห้ามอื่น ๆ ตามมาตรา 65 ตรี ประมวลรัษฎากรอีกหลายกรณี เช่น ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ที่คิดเกินอัตรา ตามที่กฎหมายยอมรับ เงินสำรอง/เงินกองทุน
(ยกเว้นที่กฎหมายอนุญาตไว้เฉพาะ) ดอกเบี้ยที่จ่ายเกินอัตราตลาดให้ผู้ถือหุ้น/กรรมการ เป็นต้น
แต่รายการเหล่านี้อาจพบไม่บ่อยนักในธุรกิจ SMEs ทั่วไป เจ้าของธุรกิจควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีของตนเพื่อทราบว่ามีรายการไหนบ้างในงบการเงินที่ต้องบวกกลับตอนคำนวณภาษี และควรวางแผนควบคุมรายจ่ายต้องห้ามเหล่านี้ไม่ให้มากเกินไปเพื่อไม่ให้เสียภาษีเกินจำเป็น

ข้อผิดพลาดเรื่องภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เจ้าของธุรกิจมักทำ?
แม้เจ้าของธุรกิจหลายคนจะตั้งใจทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ “เรื่องภาษีเงินได้นิติบุคคล” มักเป็นเรื่องซับซ้อนที่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นบ่อยโดยไม่รู้ตัว ซึ่งอาจทำให้ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม เสียเบี้ยปรับ หรือถูกตรวจสอบย้อนหลังได้ มาดูกันว่า ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย มีอะไรบ้าง และคุณควรหลีกเลี่ยงอย่างไร
1) ไม่แยก “รายจ่ายต้องห้าม”
หลายธุรกิจนำค่าใช้จ่ายส่วนตัว หรือรายจ่ายที่ไม่มีเอกสารหลักฐานที่ถูกต้อง มารวมไว้ในค่าใช้จ่ายของบริษัท ซึ่งผิดกฎหมาย และต้องถูก “บวกกลับ” เวลาคำนวณกำไรสุทธิ ทำให้ภาษีที่คำนวณไว้เดิมต่ำกว่าความจริง และอาจโดนเรียกเก็บย้อนหลังพร้อมดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ
2) ยื่นแบบล่าช้า หรือไม่ยื่นเลย
บางธุรกิจไม่รู้กำหนดยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 / ภ.ง.ด.51 หรือคิดว่ายังไม่มีรายได้เลยไม่ยื่น ซึ่งทำให้ถูกปรับไม่เกิน 2,000 บาทต่อแบบ และต้องชำระเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้างจ่าย ยิ่งช้าก็ยิ่งแพง
3) ประมาณการกำไรครึ่งปีต่ำเกินจริง
การยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 โดยประมาณกำไรสุทธิต่ำกว่าความเป็นจริงมากกว่า 25% โดยไม่มีเหตุผลสมควร จะถูกเรียกเก็บเงินเพิ่ม อีก 20% จากส่วนต่างของภาษีที่ขาดไป จุดนี้มักพลาดเพราะประเมินรายได้ต่ำเกินไปในช่วงกลางปี
4) ใช้อัตราภาษี SME โดยไม่เข้าเงื่อนไข
หลายธุรกิจคิดว่าเป็น “SME” และนำอัตราภาษีแบบลดหย่อน (0%, 15%, 20%) ไปใช้ ทั้งที่ไม่ได้เข้าเงื่อนไข เช่น ทุนจดทะเบียนเกิน 5 ล้านบาท หรือรายได้ทั้งปีเกิน 30 ล้านบาท ทำให้คำนวณภาษีผิด และต้องเสียเพิ่มภายหลัง
5) ลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายเงินให้บุคคลภายนอก
เวลาบริษัทจ่ายค่าบริการให้ฟรีแลนซ์ หรือบริษัทอื่นในไทย/ต่างประเทศ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามกฎหมายไว้ล่วงหน้า หากลืมหักหรือไม่ได้ส่งสรรพากรในเวลาที่กำหนด ก็อาจถูกปรับ และรายจ่ายนั้นอาจไม่สามารถนำมาหักภาษีได้
6) ใช้งบการเงินที่ไม่ได้ปรับตามหลักภาษี
แม้บริษัทจะจัดทำงบการเงินตามมาตรฐานบัญชี (TFRS) ได้ถูกต้อง แต่เมื่อจะคำนวณภาษี ต้องปรับกำไรสุทธิทางบัญชีให้สอดคล้องกับหลักภาษี เช่น รายจ่ายต้องห้าม, ค่าเสื่อมที่ต้องใช้ตามหลักภาษี ไม่ใช่ตามบัญชี เป็นต้น
ภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นเรื่องสำคัญที่เจ้าของธุรกิจทุกคนควรทำความเข้าใจอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นหลักเกณฑ์การคำนวณภาษี อัตราภาษีสำหรับกิจการทั่วไปและ SMEs การยื่นแบบภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) และปลายปี (ภ.ง.ด.50) รวมถึงบทลงโทษกรณียื่นล่าช้าหรือประมาณการผิดพลาด การบริหารจัดการภาษีอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นปี โดยเฉพาะการแยกรายจ่ายที่หักได้และรายจ่ายต้องห้าม การเก็บหลักฐานประกอบรายจ่าย การหักภาษี ณ ที่จ่ายอย่างครบถ้วน และการทบทวนสิทธิประโยชน์ที่ใช้ได้ในแต่ละปี จะช่วยให้ธุรกิจลดความเสี่ยงด้านภาษี ไม่เสียค่าปรับหรือเงินเพิ่มโดยไม่จำเป็น และยังส่งผลดีต่อกระแสเงินสดและความมั่นคงของกิจการในระยะยาว
สำหรับเจ้าของธุรกิจ SME ในพื้นที่ ปากเกร็ด นนทบุรี หรือใกล้เคียง ที่ต้องการคำปรึกษาด้านภาษีและบัญชีแบบส่วนตัว ทีมงานที่ปรึกษาภาษีของเรายินดีให้บริการคุณ ตั้งแต่การวางแผนภาษีเงินได้นิติบุคคล การจัดทำบัญชีที่ถูกต้อง ไปจนถึงการยื่นแบบภาษีตรงเวลาทุกประเภท ติดต่อเรา วันนี้เพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้นฟรี ให้เราช่วยคุณบริหารภาษีอย่างมืออาชีพ เพื่อที่คุณจะได้โฟกัสกับการดำเนินธุรกิจอย่างสบายใจ
FAQ
1. ภาษีเงินได้นิติบุคคลคืออะไร?
ภาษีเงินได้นิติบุคคล คือ ภาษีที่จัดเก็บจาก “กำไรสุทธิ” ของกิจการที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เช่น บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยคำนวณจากรายได้หักด้วยรายจ่ายที่กฎหมายยอมให้หักได้ในรอบปีบัญชี
2. ใครต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลบ้าง?
ผู้ที่ต้องเสียภาษี ได้แก่ บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญที่จดทะเบียน และบริษัทต่างชาติที่มีรายได้หรือประกอบกิจการในประเทศไทย
3. SME เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเท่าไหร่?
ธุรกิจ SME ที่มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ต่อปีไม่เกิน 30 ล้านบาท เสียภาษีในอัตราขั้นบันได คือ
กำไรไม่เกิน 300,000 บาท: ยกเว้นภาษี
กำไร 300,001 – 3,000,000 บาท: เสียภาษี 15%
กำไรเกิน 3,000,000 บาท: เสียภาษี 20%
4. ต้องยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลเมื่อไร?
ต้องยื่นภาษีปีละ 2 ครั้ง คือ
ครึ่งปี (แบบ ภ.ง.ด.51) ภายใน 2 เดือนหลังสิ้นสุดรอบ 6 เดือนแรก
สิ้นปี (แบบ ภ.ง.ด.50) ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบปีบัญชี
5. ถ้าบริษัทไม่มีรายได้ ต้องยื่นภาษีไหม?
ต้องยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลทุกปี แม้จะไม่มีรายได้หรือขาดทุน เพื่อแสดงผลประกอบการต่อกรมสรรพากร และรักษาสถานะนิติบุคคลให้ถูกต้องตามกฎหมาย
6. ถ้ายื่นภาษีล่าช้า จะมีโทษอย่างไร?
หากยื่นล่าช้า อาจถูกปรับไม่เกิน 2,000 บาท และต้องจ่ายเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้างชำระ ยิ่งช้าก็ยิ่งเสียดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น
7. รายจ่ายแบบไหนที่หักภาษีไม่ได้?
รายจ่ายที่ไม่สามารถหักภาษีได้ เช่น รายจ่ายส่วนตัว รายจ่ายที่ไม่มีหลักฐาน ค่ารับรองที่เกินเกณฑ์ ค่าปรับทางกฎหมาย และภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทเอง
8. ภาษีเงินได้นิติบุคคลคำนวณอย่างไร?
คำนวณจาก “กำไรสุทธิทางภาษี × อัตราภาษี” โดยต้องปรับปรุงกำไรจากบัญชี เช่น บวกกลับรายจ่ายต้องห้าม และหักรายได้ที่ได้รับการยกเว้น เพื่อให้ได้กำไรที่ต้องเสียภาษีจริง
9. ถ้าประมาณการกำไรครึ่งปีต่ำเกินไป จะมีผลอย่างไร?
หากยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 โดยประมาณการกำไรต่ำกว่าจริงเกิน 25% โดยไม่มีเหตุอันสมควร จะต้องเสียเงินเพิ่มอีก 20% ของภาษีส่วนที่ขาดไป
10. ถ้าธุรกิจอยู่ในปากเกร็ด นนทบุรี ต้องการคำปรึกษาภาษีทำอย่างไร?
สำหรับบริษัทในพื้นที่ ปากเกร็ด นนทบุรี สามารถติดต่อ iACC Professional เพื่อขอรับคำปรึกษาด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล การวางแผนภาษี และการยื่นแบบอย่างถูกต้องได้โดยตรง



